Home    Register    Member login    About TSD    Contact us
 
News     DSLR Database      The Gallery      Creative Shot     Photo Tutor     e-Magazine      Webboard

ข้อมูลกล้อง Konica Minolta


Search by model
Canon | Fujifilm | Kodak | Konica Minolta | Nikon | Olympus | Panasonic | Pentax | Samsung | Sigma | Sony |
 
  Maxxum 5D
  Maxxum 7D

 

ประวัติกล้อง Konica Minolta

06 ต.ค. 2553 เวลา 18:04:16

Konica Minolta เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Konica และ Minolta ในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งได้ทำการผลิตทั้งกล้องและอุปกรณ์ทางด้านภาพออกสู่ตลาดในหลายประเภท ผลิตภัณฑ์ แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 KonicaMinolta ได้ประกาศการปิดกิจการลงรวมทั้งยุติการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งหมด (รวมทั้งฟิล์มและกระดาษอัดภาพด้วย) และได้ทำการส่งมอบเทคโนโลยีทางด้านภาพถ่ายทั้งหมดที่มีให้กับ Sony ที่เข้ามาซื้อกิจการ ซึ่ง Sony ก็ได้ทำการพัฒนากล้อง DSLR ต่อมาในชื่อตระกูลเดิมคือ Alpha

Konica

Konica คืออีกหนึ่งในหลายๆ บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ที่น่าประหลาดใจก็คือ จุดเริ่มต้นของตำนานนี้เป็นบริษัทขายยาเล็กๆ ที่ชื่อว่า Konishi-ya Rokubei Ten ซึ่งมีเจ้าของคือ ซูกิอูระ โรกุเอมอน ที่ 5 ในเวลาต่อมาที่ลูกชายของเขาคือ ซูกิอูระ โรกุซาบุโร่ ได้เติบโตขึ้นและเข้ามาร่วมบริหารงาน ก็ได้ทำการขยายกิจการไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพโดยเริ่ม ต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 เป็นต้นมา

ในปี ค.ศ. 1879 บริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Honten Konishi Rokuemon และเริ่มต้นพัฒนากล้องถ่ายภาพของตัวเองขึ้นโดยช่างฝีมือที่ชื่อว่า ฮาเซกาว่า โทชิโนสุเกะ และ โทโจ คาเมจิโร่ ซึ่งกล้องตัวแรกที่ประสบความสำเร็จในการผลิตก็คือกล้อง Cherry ในปี ค.ศ. 1903 ซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพสัญชาติญี่ปุ่นตัวแรกที่มีชื่อยี่ห้อเป็นของตัวเอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1921 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น G.K. Konishiroku Honten ซึ่งพยางค์ roku (โรกุ) นั้นได้อ้างอิงถึงชื่อ ซูกิอูระ โรกุเอม่อน ที่ 6 (หมายถึงลูกชายเจ้าของบริษัทยาที่ชื่อ ซูกิอูระ โรกุซาบุโร่ ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 6 ในตระกูล) ซึ่งคำว่าโรกุ (六) นั้นจะแปลว่า “6″ ด้วยเช่นกัน ซึ่งโลโก้ของบริษัทก็ได้ออกแบบโดยใช้ตัวอักษรโรกุนี้อยู่ภายในดอกเชอรี่ ซึ่งเกิดจากการเล่นคำนั่นเอง

บริษัทฯ ได้ทำการก่อตั้งวิทยาลัยเพื่อทำการเรียนการสอนเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพใน ชื่อ Konishi college ขึ้นที่เมืองโตเกียวในปี ค.ศ. 1923 และผลิตกล้อง Pearlette ในปี ค.ศ. 1925 ซึ่งกล้องรุ่นนี้เป็นกล้องที่ดำเนินการผลิตออกจำหน่ายแบบเป็นจำนวนมากตัวแรก ของญี่ปุ่นด้วย

หลังจากนั้นอีกหกปี บริษัทก็ได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่ง นั่นก็คือม้วนฟิล์มถ่ายภาพที่ใช้ชื่อว่า “Sakura” ในปี ค.ศ. 1929 ซึ่งเป็นฟิล์มถ่ายภาพชนิดม้วนยี่ห้อที่สองที่มีการผลิตขึ้นจำหน่ายในประเทศ ญี่ปุ่น และในปีถัดมานั้นเอง ก็ได้ปล่อยเลนส์ถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นออกมาเป็นตัวแรกโดยใช้ชื่อว่า Hexar ซึ่งก็มีความหมายว่า “6″ เช่นกัน

บริษัททำการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในปี ค.ศ. 1936 มาเป็น K.K. Konishiroku ก่อนที่จะยุติการขายในปี ค.ศ. 1943 แล้วปรุบปรุงองค์กรมาเป็น Konishiroku Shashin Kogyo K.K. และเปลี่ยนเป็น Konishiroku Photo Industry Co., Ltd. อย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง

Konica ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกล้องและการถ่ายภาพมากมาย ซึ่งรวมไปถึงเลนส์และอุปกรณ์เสริมหลากหลายชนิดด้วย กล้องถ่ายภาพและเลนส์กว่าสองร้อยรุ่นถูกนำออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่กล้อง Rangefinder, Folding Camera,  ฯลฯ แน่นอนว่าต้องมี SLR ด้วยเช่นกัน โดยเริ่มจาก SLR ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Konica F Konica Bayonet Mount I) ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1960

ในส่วนของกล้องดิจิตอลนั้น Konica เริ่มตั้งแต่ปี 2002  แต่เพียงอีกปีเดียวต่อมาก็ควบiวมกิจการเข้ากับ Minolta

ชื่อ “Konica” ในยุคเริ่มต้นนั้น ก็มีที่มาจากอักษรตัวแรกแล้วเติม CA ซึ่งหมายถึง CAmera ลงไปต่อท้าย เช่นเดียวกับที่กล้องยี่ห้ออื่นๆ (Lieca, Yachica ฯลฯ) ทำกันจนเป็นธรรมเนียมนั่นเอง

Minolta

บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในโอซากาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 โดย คาซูโอะ ทาชิมา ในชื่อว่า Nichidoku Shashinki Shoten ซึ่งแปลว่าร้านขายกล้องญี่ปุ่น-เยอรมัน โดยอาศัยการสนับสนุนจากช่างเทคนิคกล้องชาวเยอรมันชื่อว่า Billy Neumann และ Willy Heilemann ซึ่ง Nifcarette กล้องถ่ายภาพตัวแรกของบริษัทในปี ค.ศ. 1929 นั้นจะใช้ระบบชัตเตอร์และเลนส์ที่นำเข้ามาจากเยอรมัน ซึ่งตามมาด้วยการผลิตกล้องอีกหลายรุ่นจากโรงงาน Mukogawa ของบริษัทเอง แต่ในปีถัดมาได้เกิดการสไตร์คของพนักงานโรงงานจากความไม่พอใจวิธีการบริหาร งานของ Willy Heileman ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของโรงงานในขณะนั้น Heileman ตัดสินใจอย่างรุนแรงด้วยการไล่พนักงานที่สไตร์คออกทั้งหมดและไม่เห็นด้วยกับ แนวคิดของทาชิมาที่อลุ่มอล่วยมากเกินไป ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นก็เป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นของรอยร้าวเล็กๆ ระหว่างผู้บริหารทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและเยอรมัน

อีกหนึ่งปีถัดมา (ค.ศ. 1931) บริษัทได้ปรับปรุงโครงสร้างใหม่และเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า Molta Goshi-gaisha ซึ่ง Molta นั้นมาจาก Mechanism, Optics and Lens by Tashima) ซึ่งไม่ปรากฏความหมายไปถึงความเกี่ยวข้องต่อเยอรมันดังเดิมแต่อย่างใด ซึ่งในปลายปีนั้นเอง ชาวเยอรมันทั้งสองที่ร่วมงานก็ได้แยกไปเปิดบริษํทชื่อ Neumann & Heilemann โดยชักชวนพนักงานบางส่วนตามไปด้วย นับแต่นั้นเป็นต้นมา กล้องถ่ายภาพภายใต้การผลิตของทาชิมาที่ชื่อ Nifcarette ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Sirius Bebe, รุ่น Nifcaklapp เปลี่ยนเป็น Sirius และ Nifcasport ได้เปลี่ยนเป็น Arcadia

ในปี ค.ศ. 1933 บริษัทก็ได้ทำการจดทะเบียนชื่อ “Minolta” และถูกใช้เป็นครั้งแรกกับกล้องภายใต้ชื่อรุ่นว่า Minolta ซึ่งสันนิษฐานกันว่าที่มาของชื่อนี้น่าจะมาจากคำว่า minoru ta (มิโนรุ ตะ – 稔る田) ซึ่งแปลว่า “ทุ่งข้าวที่สุกปลั่ง” อันมีความหมายในทางมงคลสำหรับชาวญี่ปุ่นไปในทางสุขภาพดีและการเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณ์ ซึ่งคำว่า “มิโนรุ ตะ” นั้น ชาวญี่ปุ่นจะพูดออกเสียงว่า “Minolta” ซึ่งก็สามารถนึกภาพสำเนียงภาษาอังกฤษของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

กิจการกล้องและอุปกรณ์ยังคงดำเนินต่อเรื่อยมาจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1937 บริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Chiyoda Kogaku Seiko K.K.

จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองผ่านพ้นไป Chiyoda ได้เปิดตัวกล้อง SLR 35 มม. ตัวแรกขึ้นในชื่อรุ่น SR-2 ในปี ค.ศ. 1958 โดยการผสมผสานเทคโนโลยีของ SLR ยุคใหม่เข้าด้วยกันเช่นช่องมองภาพ, ปริซึมห้าเหลี่ยม, ระบบกระจกสะท้อนภาพแบบดีดกลับ, เม้าท์เลนส์แบบ Bayonet, ระบบการเลื่อนฟิล์ม และการรีเซ็ทตัวเลขนับฟิล์ม ในปีถัดมา Chiyoda ก็เปิดสายการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย

กระทั่งในปี ค.ศ. 1962 Chiyoda ก็ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งมาเป็น Minolta Camera K.K. และประกาศสักดาด้วยการเปิดตัวกล้อง SLR รุ่น Minolta SR-7 ซึ่งมีระบบวัดแสงด้วยแคดเมียนซัลไฟด์มาให้ใช้งานด้วย ส่งผลให้มันได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและดันให้ชื่อ Minolta ขึ้นไปอยู่ในบริษัทชั้นแนวหน้าสำหรับระบบวัดแสงเพื่อการถ่ายภาพ ตามมาด้วยการเดินหน้าผลิตอุปกรณ์เพื่อการวัดแสงสำหรับการถ่ายภาพโดยเฉพาะใน ปี ค.ศ. 1964 กระทั่งในปี ค.ศ. 1968 ชื่อของ Minolta ก็ดังเป็นพลุแตกอีกครั้ง เมื่อระบบวัดแสงของบริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็นเครื่องสำหรับการวัดแสงเพื่อ ถ่ายภาพในอวกาศโดยเดินทางไปกับยานอพอลโลเพื่อร่วมปฏิบัติการถ่ายภาพทั้งใน อวกาศและบนดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ

ในปี ค.ศ. 1972 Minolta ได้ตกลงทำสัญญากับ Leitz ผู้ผลิตกล้องสัญชาติเยอรมันในการร่วมกันพัฒนากล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพชนิด ต่างๆ โดยมีผลงานชิ้นแรกออกมาในปี ค.ศ. 1974 คือ Leica CL และ Minolta XE SLR (SLR ตัวนี้เป็นพื้นฐานของ Leica R3 ในเวลาต่อมา) แต่ผลงานที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากที่สุดก็คือ Minolta XD-11 ซึ่งเป็น SLR 35 มม. ตัวแรกที่มีระบบ Aperture Priority (เลือกความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติ) และ Shutter Priority (เลือกขนาดรูรับแสงอัตโนมัติ) มาให้ใช้งานด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1985 Minolta ก็ได้สร้างชื่อเสียงอีกครั้งด้วยกล้องรุ่น Minolta 7000 ในฐานะที่เป็นกล้อง SLR ตัวแรกของโลกที่มีระบบออโตโฟกัสในตัวกล้อง จนกระทั่งในเวลาต่อมาทั้ง Canon และ Nikon ก็ได้ทำการพัฒนาระบบของตนเองขึ้นมาแข่งขันอย่างดุเดือด ทำให้ Minolta เริ่มแผ่วกระแสลงเรื่อยๆ

ในส่วนของกล้อง DSLR นั้น Minolta เริ่มต้นกับกล้องรุ่น RD-175 (ชื่อในการจำหน่ายคือ Agfa Actioncam) ซึ่งถือว่าเป็นกล้อง DSLR ตัวแรกๆ ในยุคนั้น (ค.ศ. 1995) ซึ่งมุ่งไปที่ผู้ใช้ระดับห้องปฏิบัติการหรือผู้ใช้ระดับจริงจังด้วยค่าตัว สูงถึง 10,000$ กับความละเอียดระดับ 1.75 MP และตามมาด้วย Minolta RD-3000 กับเทคโนโลยีที่เหนือชั้นด้วยการแยกแสงออกเป็นสองส่วนด้วยปริซึมเพื่อให้ไป ตกยังเซนเซอร์รับภาพแบบ CCD สองชุด ส่งผลให้มันมีความละเอียดสูงขึ้นเป็น 2.7MP

แต่ดูเหมือนว่า Minolta จะมาช้าเกินไป เรี่ยวแรงที่เคยมีนั้นก็ลดน้อยถอยลง จนกระทั่งต้องควบรวมกิจการเข้ากับ Konica เมื่อปี ค.ศ. 2003 ในที่สุด


รายงานโดย : ทีมงาน TSD

 

Maxxum 5D

Launch : 15 ก.ค. 2548
 
 

Maxxum 7D

Launch : 15 ก.ย. 2547
 
 
 

   Site map


 

Download TSD
Webboard


DSLR Database

Creative Shot
เทคนิคถ่ายภาพอื่นๆ

All items and its contents of tsdmag.com were copyright©2007
 
All items and its contents of tsdmag.com were copyright © 2007
Thang Sa-Duak (Thai) Co., Ltd. Tel. 02 617 9852-3 tsdmag@tsdmag.com
  2519741 วันนี้ เวลา 6.48น.
 
สงวนสิทธิ์เนื้อหาและบทความทั้งหมดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต