ในขณะที่เรื่องของกล้องและการถ่ายภาพเริ่มต้นขึ้นทางฝั่งยุโรปโดยมี เยอรมันเป็นหัวเรือใหญ่นั้น ในปี ค.ศ. 1879 ทางฝั่งอเมริกาเองก็มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังค้นคว้าเรื่องของการบันทึก ภาพอย่างขมักเขม้น และภายหลังจากนั้นเขาก็ได้กลายมาเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกของการถ่ายภาพไป ได้อย่างน่าทึ่ง
ชายผู้นี้ชื่อว่า George Eastman พนักงานธนาคารผู้มีงานอดิเรกคืองานถ่ายภาพแบบสมัครเล่นในเมือง Rochester ได้ทุ่มเทคิดค้นพัฒนาเครื่องจักรสำหรับระบบการเคลือบผิววัสดุเพื่อการถ่าย ภาพเพื่อการผลิตแบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี ค.ศ. 1881 เขาและเพื่อนร่วมทุนซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานผลิตรถม้าท้องถิ่นชื่อว่า Henry A. ได้จัดตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อว่า Eastman Dry Plate ขึ้นในเมืองเล็กๆ ทางทิศเหนือของมหานครนิวยอร์คเพื่อดำเนินการผลิตแผ่นเพลทสำหรับการบันทึกภาพ จนกระทั่งในอีก 2 ปีต่อมา เขาก็ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความด้อยคุณภาพของสารเจลลาตินที่ใช้ เคลือบแผ่นเพลทได้สำเร็จ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1855 บริษัท American Film ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อทำการผลิตสื่อบันทึกภาพชนิดม้วน (ในยุคนั้นยังเป็นกระดาษ) เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานกับกลักฟิล์มยุคแรกที่ใช้ชื่อว่า Eastman-Walker ซึ่งก็ได้ถูกนำมาใช้กับกล้องของ Kodak ตัวแรกด้วย แต่วิสัยทัศน์ของ Eastman ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขารู้ดีว่าสื่อบันทึกภาพชนิดโปร่งแสงคืออนาคตขั้นต่อไปที่ควรจะต้องเกิด ขึ้น จึงได้ว่าจ้างนักเคมีที่ชื่อ Henry H. Reichenbach เพื่อมาทำการค้นคว้าและทดลองตามแนวทางของเขา ซึ่งในที่สุดฟิล์มชนิดแผ่นใสก็สำเร็จลุล่วงลงได้ในปี ค.ศ. 1889 ซึ่งก็นับเป็นต้นตระกูลของฟิล์มชนิดม้วนกลักสีเหลืองส้มในอีกนับร้อยปีต่อมา ภายใต้ยี่ห้อ “Kodak” ที่เพิ่งพ้นยุคแห่งความรุ่งเรืองของมันไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
ความใฝ่ฝันของ Eastman ไม่ได้มีเพียงแค่สื่อบันทึกภาพหรือฟิล์มเพียงเท่านั้น หากแต่ต้องมีกล้องถ่ายภาพเป็นของตนเองด้วย เขาจึงได้เริ่มต้นพัฒนากล้องตัวแรกขึ้นจนเป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1888 โดยใช้ชื่อว่า Kodak Camera (หรือ Box Camera) ซึ่งใช้สื่อบันทึกภาพชนิดม้วนกระดาษที่สามารถบันทึกภาพได้ 100 ภาพบรรจุอยู่ภายใน มันมีค่าตัว 25$ และเมื่อถ่ายภาพครบทั้งร้อยภาพแล้ว ก็จะต้องทำการส่งกล้องทั้งตัวกลับมาที่โรงงานเพื่อนำเอาภาพออกมาทำการล้าง อัด ซึ่งกล้องก็จะถูกส่งกลับไปยังเจ้าของพร้อมภาพที่ทำการอัดเรียบร้อยแล้วและ สื่อบันทึกภาพม้วนใหม่เอี่ยมบรรจุอยู่ภายในเช่นเดิม
ในปี ค.ศ. 1890 กล้อง Kodak ชนิดที่เรียกว่า Folding Camera ที่สามารถถ่ายภาพได้ 48 ภาพก็ออกสู่ตลาดตามมา มันมีขนาดที่เล็กลงเพื่อให้พกพาได้ง่ายมากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานเมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการ เขาก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทเสียใหม่โดยใช้ชื่อว่า Eastman Kodak Co.
ปี ค.ศ. 1900 Kodak ประสบความสำเร็จอีกครั้งกับการส่งกล้อง Brownie rollfilm camera ลงสู่ตลาดด้วยราคาเพียง 1$ พร้อมความสามารถในการถ่ายภาพได้ 6 ภาพ ซึ่งกล้องในตระกูลนี้สามารถทำตลาดมาได้เรื่อยอีกกว่า 70 ปี นับจากปีแรกที่มันเปิดตัวออกสู่สาธารณะชน
นับตั้งแต่กล้องตัวแรกในปี ค.ศ. 1888 จนถึงปัจจุบัน Kodak มีกล้องและเลนส์ในสังกัดที่ออกสู่ตลาดกว่าสองร้อยรุ่น รวมทั้งฟิล์มหลากหลายชนิดและขนาดทั้งในอุตสาหกรรมภาพนิ่งและภาพยนตร์
ทางด้านของเทคโนโลยียุคดิจิตอลนั้น Kodak ได้เริ่มเปิดศํกราชขึ้นในปี ค.ศ. 1976 โดยวิศวกรกล้องถ่ายภาพของบริษัทที่ชื่อ Steven Sasson ได้ทำการพัฒนากล้องถ่ายภาพนิ่งในระบบดิจิตอลขึ้นด้วยความละเอียดประมาณ 0.1MP แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก การค้นคว้ากล้องถ่ายภาพดิจิตอลจึงถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งและเกิดอุปสรรค ขึ้นมากมาย และในที่สุด Kodak ก็จัดอยู่ในประเภทที่สายเกินกว่าจะตามทันเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอล ที่สุดแล้วในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2006 Kodak ก็ได้ตัดสินใจปล่อยผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอลไปให้อยู่ในการดูแลและผลิตโดย บริษัทชื่อ Flextronics และขายเทคโนโลยีในลักษณะของ OEM ให้กับหลายๆ บริษัทผูผลิตในสิงคโปร์
ในส่วนของ DSLR นั้น Kodak ได้ร่วมมือกับทั้ง Canon และ Nikon ในการผลิตอุปกรณ์สำหรับการนำระบบดิจิตอลมาใช้กับบอดี้กล้องฟิล์ม โดยมันจะทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกับ Digital Back ของกล้อง Medium Format ในยุคนั้นจึงถือว่าเป็นลูกผสมระหว่างอนาล็อกและดิจิตอล ต่อมาจึงได้พัฒนากล้อง DSLR ของตนเองขึ้น แต่ก็มีเพียงสามรุ่นเท่านั้นที่ถูกนำออกจำหน่ายในตลาดโลก ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีเพียงแค่กล้องคอมแพ็คที่ออกวางจำหน่าย ไม่มีกล้อง DSLR ของ Kodak อีกต่อไป