เมื่อลมหนาวพัดโชย ทุ่งทานตะวันสีเหลืองสดก็ร่ำร้องให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือน และแน่นอนว่าต้องถ่ายภาพด้วย ลองมาดูกลยุทธ์พื้นๆ แต่ได้ผลในการถ่ายภาพทุ่งดอกไม้ยักษ์สีเหลืองดูสัก 10 วิธี มันต้องมีอะไรสะกิดใจบ้างละน่า!
1. เลือกช่วงเวลาที่ถูกต้อง
โดยทั่วไปแล้ว ทุ่งทานตะวันจะถ่ายภาพได้สวยที่สุดเพียงสองช่วงเวลาของวัน นั่นก็คือช่วงเช้าและช่วงเย็น เพราะนอกจากลักษณะของแสงตะวันที่มีคอนทราสต์ไม่สูงมากเกินไปแล้ว แสงลักษณะเฉียงในช่วงเช้าและเย็นยังช่วยสร้างมิติให้ดอกทานตะวันดูดีมากยิ่งขึ้น ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือลักษณะแสงในช่วงเช้าและเย็นจะดูอบอุ่นให้ความรู้สึกโรแมนติกเป็นอย่างมาก
ในช่วงกลางวันตั้งแต่ราวสิบโมงครึ่งไปจนถึงบ่ายสามโมงครึ่งนั้น แสงจากพระอาทิตย์จะมีความเข้มค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดเงาแข็งๆ บนตัวแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "คน" ที่ยืนอยู่ในภาพด้วยแล้ว จะก่อให้เกิดเงาในบริเวณเบ้าตา, ใต้จมูก, ใต้ริมฝีปากล่าง อันเนื่องมาจากมุมของพระอาทิตย์ที่อยู่ด้านบนเหนือศรีษะขึ้นไป ส่วนที่เป็นเงามืดก็จะเข้มจัด ในขณะที่ส่วนสว่างก็จะจ้าจนโอเวอร์ ซึ่งภาวะเช่นนี้จะทำให้กล้องถ่ายภาพทำงานอย่างยากลำบาก ภาพที่ได้ออกมาจะดูค่อนข้างแข็งและไม่สบายตา ช่วงเวลาดังกล่าวนี้จึงควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด
วางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับปัจจัยนี้ให้ดี แล้วคุณจะพบว่าในขณะที่คนอื่นๆ ยังนอนหลับหรือเดินทางอยู่นั้น ภาพทุ่งทานตะวันบรรยากาศโรแมนติกก็มานอนนิ่งอยู่ในกล้องของคุณเสียแล้ว
................................................................................................................................................................................
2. ดูมุมโพลาไรซ์ให้เป็น
"มุมโพลาไรซ์" อาจไม่เป็นที่คุ้นหูคนถ่ายภาพอีกหลายคน แต่มันคือมุมที่ท้องฟ้ามีสีสันสวยงามมากที่สุด (เมื่อท้องฟ้าอยู่ในสภาพปกติ ไม่มืดมัวด้วยเมฆ) และแน่นอนว่าทุ่งทานตะวันของคุณย่อมต้องอยู่กลางแจ้งซึ่งมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีสันสวยงาม อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่คุณน่าจะคาดหวังเอาไว้ตั้งแต่แรก
มุมโพลาไรซ์คือมุมที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หากคุณมองดูด้วยตาเปล่าก็จะเห็นได้ทันทีว่ามุมตรงข้ามกับพระอาทิตย์จะมีท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มมากกว่ามุมเดียวกับดวงอาทิตย์ ดังนั้นถ้าอยากจะให้ฉากหลังของเราเป็นสีน้ำเงินสวยงามก็ต้องหันหน้ากล้องไปทางทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ในทางกลับกันถ้าเราหันกล้องไปหาดวงอาทิตย์ก็จะเจอกับสภาพแสงจ้า ซึ่งกล้องจะปรับลดค่าการเปิดรับแสงเพื่อป้องกันอาการ "โอเวอร์" ผลก็คือท้องฟ้าอาจจะดูมีสีสัน แต่บนภาคพื้นดินจะดูมืดจนใช้ไม่ได้ แต่ท้องฟ้าในมุมโพลาไรซ์จะมีปริมาณแสงที่ใกล้เคียงกับภาคพื้นดิน การเปิดรับแสงจึงทำได้ง่ายและสวยงามมากกว่า
พูดง่ายๆ ก็คือ "อย่าถ่ายภาพสวนกับแสงตะวัน" เว้นเสียแต่ว่าคุณจะต้องการให้มีดวงอาทิตย์อยู่ในภาพด้วยจริงๆ
...................................................................................................................................................................................
3. เจาะเฉพาะส่วนแบบเต็มเฟรม
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะอยากเก็บภาพทานตะวันเหลืองอร่ามทั้งทุ่งเอาไว้เสมอ มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากหากคุณจะทำอย่างนั้นด้วย แต่เราอยากจะแนะนำให้คุณถ่ายภาพดอกทานตะวันชนิดเต็มกรอบภาพหรือเจาะเน้นไปที่ส่วนเกสรกลางดอกหรือส่วนอื่นๆ ติดไปในชุดของภาพด้วย
ภาพชนิดเต็มเฟรมล้นกรอบทำนองนี้จะช่วยคั่นอารมณ์ให้กับคนดูภาพที่เห็นแต่มุมกว้างๆ จำนวนมาก ซึ่งไม่นานนักหลังจากภาพแรกก็จะเริ่มรู้สึกเบื่อและเห็นว่าภาพดูคล้ายกันไปหมด การคั่นอารมณ์ด้วยดอกทานตะวันขนาดใหญ่เต็มกรอบภาพจะช่วยปรับอารมณ์คนดูภาพของคุณให้มีรสชาติมากขึ้น หรือถ้าคุณมีตัวแบบเป็น "คน" ร่วมอยู่ด้วย ก็ลองมุมแบบเต็มแฟรมดูบ้างทั้งคนทั้งดอกทานตะวัน ซึ่งมันจะดูน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น และจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้นถ้ามันไม่ใช่มุมหน้าตรงปกติ เพราะยังไงๆ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ถ่ายกันแต่มุมหน้าตรงอยู่แล้ว คุณน่าจะลองหมุนเจาะหามุมอื่นๆ ที่แตกต่างออกไปดูบ้าง
เพราะฉะนั้นแล้ว การเดินทางไปถ่ายภาพทุ่งทานตะวันของคุณจึงไม่ควรมีแต่เลนส์มุมกว้างไปเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องของเลนส์เทเลโดยเฉพาะเลยทีเดียว
................................................................................................................................................................................
4. หาประธานให้เจอ
ไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมหรือในภาพถ่ายก็จำเป็นต้องมีประธานอยู่เสมอ คุณจำเป็นต้องหามันให้เจอและต้องพิจารณาตำแหน่งที่อยู่ในภาพของมันให้ดี หน้าที่ของประธานในภาพถ่ายคือการหยุดคนดูภาพเอาไว้ให้ได้ ภาพที่ขาดประธานมักจะหยุดคนดูเอาไว้ไม่ได้เลย (เช่นเดียวกับที่ประชุมมักจะล่มเมื่อไม่มีประธาน)
ประธานในที่นี้อาจจะเป็นตัวดอกทานตะวันเองหรือตัวแบบที่เป็น "คน" ก็ได้ มันจะต้องมีความโดดเด่นเหนือกว่าองค์ประกอบอื่นๆ ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้วยขนาด, สีสัน, เนื้อเรื่อง ฯลฯ โดยจัดวางเอาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่นคุณอาจจะวางตำแหน่งประธานเอาไว้ที่มุมบนด้านขวาตามหลักของการจัดองค์ประกอบภาพแบบจุดตัดเก้าช่อง หรือหนักมาทางซ้าย โดยที่ปล่อยให้ตัวประกอบอื่นๆ อยู่ใกลออกไปในอีกด้านหนึ่ง หลีกเลี่ยงการวางประธานเอาไว้กลางภาพเว้นเสียแต่ว่านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อและไม่มีตำแหน่งไหนที่เหมาะยิ่งไปกว่าอีกแล้ว การวางประธานเอาไว้ที่จุดกลางภาพนั้นเป็นอะไรที่เบสิคสุดๆ ซึ่งมันจะดูน่าเบื่อไม่ใช่เล่นเหมือนกันหากตัวประธานของคุณมีความน่าสนใจน้อยไปหน่อย คุณจำได้ไหมล่ะว่าเคยเห็นภาพที่ประธานอยู่ตรงกลางเยอะมากแค่ไหนแล้ว? มันดูไม่น่าสนใจใช่มั๊ย?
................................................................................................................................................................................
5. สังเกตสถานที่และทิศทางเอาไว้ล่วงหน้า
ทุ่งทานตะวันส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่มักจะต่างกันก็คือสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ ทั้งเรื่องทิศทางของแสง, องค์ประกอบแวดล้อม, เรื่องราว, ฉากหลัง ฯลฯ นักถ่ายภาพที่ดีจำเป็นต้องรู้ว่ามันไม่ใช่ตรงไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้สนใจการใช้ฝีมือเชิงชัตเตอร์มากเท่าไหร่นัก) เราจะต้องรู้จักมองและเลือกด้วยเหตุผลทางการถ่ายภาพว่าจุดไหนเหมาะสมกับเวลาใด ไม่ใช่เลือกด้วยเหตุผลทางการมองเห็นด้วยสายตาหรือความสะดวกอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณสามารถกำหนดเวลาและการเดินทางได้เอง
ยกตัวอย่างเช่น ทุ่งแรกที่ไปถึงมีฉากหลังเป็นภูเขาที่สวยงามแต่อยู่ทางด้านตะวันออก เราก็ควรจะเลือกถ่ายภาพในช่วงบ่ายหรือเย็นเพราะเมื่อหันกล้องไปก็จะเป็นมุมโพลาไรซ์ ในทางกลับกันถ้าเลือกถ่ายภาพช่วงเช้าเราก็จะอยู่ในทิศทางย้อนแสง ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ภาพงามๆ เท่าไหร่นัก อย่างดีก็แค่ได้ภาพที่รู้ว่าเป็นทุ่งทานตะวันเท่านั้นเอง
หากเราเป็นคนที่มองด้วยเหตุผลทางการถ่ายภาพออก เราก็สามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะถ่ายภาพที่จุดไหนก่อนหรือหลัง เข้าถึงจุดนั้นได้อย่างเหมาะสมต่อเวลาและสภาพแวดล้อม ควรจะผ่านเลยไปก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาอีกที ฯลฯ แต่ถ้าเรามองจุดนี้ไม่เป็นก็เท่ากับว่าเราฝากโอกาสของภาพที่สวยงามเอาไว้กับโชคชะตาเท่านั้น
หน้าถัดไป >>