ปัญหาหนักอกหนักใจและเป็นข้อสงสัยอย่างยิ่งของคนถ่ายภาพ
(รวมไปถึงกล้องคอมแพ็คด้วย) อย่างหนึ่งก็คือ การถ่ายภาพ
ภายใต้สภาวะแสงมีความเปรียบต่าง (Contrast) สูงเช่น ชายหาด
ริมทะเล หรือถ่ายภาพกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งผลที่ได้
ออกมามักจะเป็นไปในทางลบ นั่นก็คือหากตัวแบบมีการเปิดรับแสง
ที่พอดี ส่วนฉากหลังก็มักจะขาวโพลนหรือโอเวอร์ (Over
Exposure) หรือถ้าให้ฉากหลังออกมาพอดี ตัวแบบก็มักจะมืด
หรือที่เรียกว่าอันเดอร์ (Under Exposure)
ปัญหานี้จะยิ่งเป็นที่งุนงงสงสัยมากยิ่งขึ้น หากผู้ถ่ายภาพ
ขาดพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องการเปิดรับแสง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อนำไปเทียบกับระบบการมองเห็นด้วยสายตา ที่มองเห็นสภาพ
แสงที่ว่านี้เป็นปกติ แต่ทำไมถ่ายภาพออกมาแล้วไม่เป็นอย่างที่
ตามองเห็น?
 
 
 
สิ่งที่คนถ่ายภาพจะต้องเข้าใจก่อน
เป็นอันดับแรกก็คือ ระบบการรับรู้สภาพ
แสงของสายตาและกล้องถ่ายภาพนั้นมี
ประสิทธิภาพที่ต่างกันมากพอสมควร
ระบบการมองเห็นและสมองอันซับซ้อน
จะมีความสามารถในการมองเห็นและรับรู้
สภาพแสงที่มีความเปรียบต่างได้เกือบ
20 สตอป แต่กล้องถ่ายภาพจะรับรู้ได้
ประมาณ 7 สตอป ซึ่งถ้าต่างกันเกินนี้
ก็มักจะเกิดปัญหาอย่างที่ได้บอกไปแล้ว
ในทางการถ่ายภาพจึงได้คิดค้นวิธี
การในลักษณะต่างๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา
นี้โดยการเพิ่มแสงเข้าไปยังบริเวณส่วนมืด
ของวัตถุ หรือมีหลักการกว้างๆ ว่าเปิดรับ
แสงให้ส่วนที่สว่างมีความพอดี แล้วเสริม
แสงเข้าไปยังส่วนที่จะเกิดความมืดขึ้นใน
ภาพโดยการใช้อุปกรณ์ให้แสงชนิดต่างๆ
ในปัจจุบัน อุปกรณ์ที่มีบทบาทเป็น
อย่างมากในเรื่องนี้ก็คือ “แฟลช” (Flash)
ซึ่งหน้าที่ของมันโดยตรงก็คือการส่งแสง
ออกไปเพิ่มความสว่างในชั่วเสี้ยววินาที
เพื่อให้กล้องสามารถบันทึกภาพวัตถุได้
นอกจากใช้ในการส่งแสงสว่างแล้ว
แฟลชอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันยังมีหน้า
ที่หลากหลายจากคุณสมบัติของมันเอง
ที่สำคัญในที่นี้ก็คือความสามารถในการ
ปรับเพิ่ม-ลดกำลังแสงที่จะส่งออกไปได้
ในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งจากการควบ
คุมด้วยระบบอัตโนมัติหรือควบคุมโดย
ผู้ใช้งานเอง
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ในปัจจุบัน
มีผู้นิยมใช้งานแฟลชถ่ายภาพร่วมกับแสง
ธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหา
เรื่องความเปรียบต่างของแสงโดยการ
เสริมแสงให้กับส่วนมืดในภาพโดยปรับ
ลดกำลังแสงสว่างที่จะส่งออกไปให้พอ
เหมาะที่เรียกว่า “แฟลชเสริมแสง” หรือ
Fill-in Flash ส่วนถ้าเป็นภาษาทั่วไปก็
คือการใช้แฟลชช่วยเปิดเงาหรือลบเงา
ออกจากตัวแบบนั่นเอง
 
 
จากตัวกล้องได้ แฟลชทั้งสองแบบมีข้อ
แตกต่างกันมากพอสมควร แบบที่ได้เปรียบ
และเหมาะสมสำหรับการใช้เสริมแสง
ก็คือแฟลชแยก เพราะมันให้กำลังแสง
ที่สูงกว่า ส่งแสงไปได้ไกลกว่า และ
สามารถควบคุมทิศทางตลอดจนลูกเล่น
ได้มากกว่า ในขณะที่แฟลชติดกล้องจะ
ปรับตั้งอะไรไม่ได้มากนัก และที่สำคัญ
จากแฟลชถึงตัวแบบคือสิ่งที่คุณควรจะ
คำนึงถึง ซึ่งการปวดหัววุ่นวายอยู่กับการ
คำนวณปริมาณแสงแฟลช อาจจะแก้
ได้ง่ายนิดเดียวโดยการถอยแฟลชให้ออก
ห่างจากตัวแบบก็เป็นได้
ระบบอัตโนมัติของกล้องสามารถ
ใช้งานได้จริง แต่ระบบปรับตั้งเองจะยิ่ง
ทำให้การถ่ายภาพของคุณสนุกมากยิ่งขึ้น
ก็คือการที่มันไม่สามารถปรับ
ควบคุมทิศทางในการส่ง
แสงออกสู่ภายนอกได้
หากคุณมีแฟลช
แยกที่พร้อมสำหรับการ
ใช้งาน ก็ควรลองเทคนิค
การเสริมแสงแบบนี้ดูบ้าง
ในกล้อง Alpha จะมีโหมดของ
แฟลชที่ชื่อว่า “Fill Flash” มาให้ใช้โดย
ตรง โดยระบบของกล้องจะทำการคำนวณ
หาค่าปริมาณแสงที่มันตรวจวัดได้ แล้ว
ทำการปรับลดกำลังแสงแฟลชเพื่อให้ทำ
หน้าที่เป็นแสงเสริมโดยอัตโนมัติ ผู้ถ่ายภาพ
ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มอีก
อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์
ระบบอัตโนมัติอาจจะไม่ให้ผลได้ตามที่

ต้องการ เราจึงต้องใช้ระบบการปรับลด
ปริมาณแสงแฟลชแบบ Manual เพื่อ
ควบคุมปริมาณแสงด้วยตัวเอง


แฟลชที่เราเห็นใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
ถูกแบ่งออกเป็นสองแบบคือ แฟลชติดกล้อง
(หรือที่เรียกว่าแฟลชป๊อบอัพ) และแฟลช
แยกที่สามารถประกอบหรือถอดแยกออก

ในช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่
เข้าใจมากนัก แต่ขอให้คุณทำความ
เข้าใจพื้นฐานในเรื่องนี้ที่กล่าวไปตั้ง
แต่ตอนต้นให้ดี ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่
มีอะไรมากไปกว่าการปรับลด-เพิ่มกำลัง
แสงแฟลชให้เหมาะสม
และถ้าคุณสามารถแยกแฟลชให้
ออกจากตัวกล้องได้แล้วล่ะก็ ทิศทาง
 
นอกจากจะใช้เพื่อการเปิดเงาให้
ตัวแบบแล้ว การ Fill-in Flash ยังใช้
เพื่อการสร้างมิติให้กับภาพได้ด้วย ซึ่ง
ทั้งแสงและเงาที่เกิดขึ้นในภาพนั้นจะทำ
ให้รูปทรงต่างๆ ถูกขับเน้นให้ชัดเจนขึ้น
หรือแม้กระทั่งการเสริมแสงไปยังส่วน
ต่างๆ ของภาพโดยเฉพาะฉากหน้า
ที่สามารถช่วยให้ภาพดูดีขึ้นได้อย่าง
น่าอัศจรรย์ ซึ่งเราจะสังเกตได้จากการที่
ช่างภาพมืออาชีพมักจะพกแฟลชแยก
ติดตัวเอาไว้เสมอๆ และที่สำคัญคือมัน
มักจะถูกแยกออกจากตัวกล้องด้วย
• ทำความเข้าใจในเรื่องของปริมาณ
แสงแฟลชโดยการควบคุมของเราเสียก่อน
ที่จะแยกแฟลชออกจากกล้อง เพราะทิศทาง
ของแสงจะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนวณ
เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สับสนยิ่งกว่าเดิม
• ลองเสริมแสงโดยการยิงสะท้อน
กับพื้นผิวอื่นๆ ดู ซึ่งมันจะให้ผลลัพธ์
ที่ต่างจากการยิงแสงแฟลชตรงๆ มาก
พอสมควร
• ระยะและตำแหน่งของแฟลชก็มี
ผลในเรื่องของพื้นที่และปริมาณแสงที่จะ
ปรากฏในภาพ
• นอกจากคุณสมบัติในการหยุด
การเคลื่อนไหวแล้ว สปีดชัตเตอร์สูงๆ ก็
มีผลต่อการควบคุมแสงแฟลชที่ฉากหลัง
ด้วย ยิ่งสปีดชัตเตอร์สูงฉากหลังก็ยิ่งมืด
• ระบบ Wireless Flash จะทำให้
การ Fill-in Flash ของคุณทำได้สะดวก
มากยิ่งขึ้น
• ลบความคิดว่าแสงแฟลชจะทำให้
ภาพดูแข็งออกไปก่อน หากคุณชำนาญ
แล้วจะแทบขาดมันไม่ได้
 
 
  การถ่ายภาพโดยใช้แฟลชเสริมแสง เป็นสิ่งที่นักถ่ายภาพ
ควรฝึกฝนและทำความเข้าใจ เพราะนี่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักจะคาด
หวังจากคนที่ถือกล้องตัวโตๆ ซึ่งหากถ่ายภาพแล้วยังออกมาขาว
โพลนหรือหน้าตัวแบบมืด ก็อาจจะสร้างความผิดหวังให้กับคนอื่นๆ
ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ง่าย
สิ่งสำคัญสำหรับนักถ่ายภาพในการที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง
ด้านการใช้แฟลชเสริมแสงหรือ Fill-in Flash ที่ช่วยสร้างสรรค์ภาพ
หลากหลายรูปแบบนั้นก็คือ การทำความเข้าใจในเรื่องลักษณะของ
แสง, ทิศทาง, ปริมาณแสง, ลักษณะของแสง และการควบคุม
ตัวอุปกรณ์ให้ชำนาญ ซึ่งมันจะเป็นข้อมูลที่ใช้สำหรับประกอบการ
ตัดสินใจในการถ่ายภาพในลักษณะนี้
การฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและจะ
ทำให้เราพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว.
 
 
เริ่มนับและสำรวจตั้งแต่วันที่ 27/11/2008 สถิติทั่วไป (สมาชิกเท่านั้น) มาเยี่ยมเว็บล่าสุด : วันนี้ เวลา 13.44น.
หน้านี้ถูกเปิดมาแล้ว ครั้ง