ภาพของสายน้ำตกที่ดูนุ่มนวลชวนฝัน ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหากเราคิดจะบันทึกภาพด้วยกล้อง DSLR เพียงแค่จับจุดและทำความเข้าใจกับการปรับตั้งกล้องให้ได้เท่านั้น
คอนเซปต์ของเทคนิคการถ่ายภาพแบบนี้ คือการใช้สปีดชัตเตอร์ในระดับต่ำ เพื่อปล่อยให้กล้องทำการบันทึกการเคลื่อนไหวของสายน้ำแบบต่อเนื่องลงในภาพนิ่ง ในขณะที่ตัวกล้องต้องไม่มีการกระทบกระเทือนหรือเปลี่ยนตำแหน่ง ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตั้งและใช้อุปกรณ์เสริมบางอย่างเพื่อให้บรรลุวิธีการนี้
เนื่องจากเราต้องให้ความสำคัญกับการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ (ประมาณ 1 วินาทีขึ้นไป) การเลือกใช้โหมดถ่ายภาพจึงสำคัญ เพราะต้องเป็นโหมดที่เราสามารถกำหนดความเร็วและควบคุมรูรับแสงได้เอง ดังนั้นโหมดการถ่ายภาพแบบอัตโนมัติจึงไม่สามารถใช้งานได้ โหมด M (Manual) จึงเป็นโหมดที่เหมาะสมในการใช้งานมากที่สุด
อุปกรณ์เสริมสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์ นั่นก็เพราะเราต้องใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ จึงไม่สามารถถือกล้องด้วยมือเปล่าได้ และเพื่อไม่ให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อตัวกล้อง เราจึงต้องใช้สายลั่นชัตเตอร์แทนการกดปุ่มชัตเตอร์ที่ตัวกล้องโดยตรง หรือถ้าหากไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ ก็อาจใช้วิธีถ่ายภาพแบบหน่วงเวลา ข้อเสียของการใช้วิธีนี้คือควบคุมจังหวะการบันทึกภาพค่อนข้างลำบาก
อุปกรณ์ที่นับว่าเป็นตัวช่วยเสริมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือฟิลเตอร์ ND (Neutral Density) และ C-PL (Circular Polarized) ซึ่งฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติในการลดปริมาณแสงที่จะเข้าสู่ตัวกล้อง ทำให้ต้องใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำลงจากปกติ เราจะเลือกใช้ฟิลเตอร์ชนิดนี้เมื่อบริเวณน้ำตกมีแสงสว่างค่อนข้างมาก หรือในกรณีที่น้ำตกอยู่กลางแจ้ง (เพราะเราจำเป็นต้องใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ หากปริมาณแสงมากเกินไปภาพก็สว่างจ้าหรือ Over) และอาจจะต้องใช้ฟิลเตอร์ทั้ง 2 ตัวติดตั้งร่วมกัน
C-PL มีคุณสมบัติอีกอย่างคือตัดแสงสะท้อนของผิวน้ำ ช่วยให้เราสามารถเก็บรายละเอียดที่อยู่ด้านใต้ผิวน้ำได้ด้วย
สำหรับฟิลเตอร์ ND นั้นมีให้เลือกใช้หลายระดับความเข้ม ยิ่งเข้มมากก็ยิ่งลดปริมาณแสงได้มาก (ใช้สปีดชัตเตอร์ได้ต่ำลงไปอีก) โดยเริ่มจาก ND X4 ที่สามารถลดปริมาณแสงได้ 2 สตอป
การสวมฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้ที่หน้าเลนส์ก็เปรียบได้กับการสวมแว่นตากันแดด หรือเพื่อให้กล้องสามารถเปิดรับแสงได้นานขึ้นเพื่อบันทึกสายน้ำแบบเคลื่อนไหวในภาพนิ่ง
1. สปีดชัตเตอร์
การปรับตั้งสปีดชัตเตอร์สำหรับการถ่ายภาพน้ำตกแม้ว่าจะต้องใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำแต่ก็ไม่มีสูตรตายตัว ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอย่างสภาพแสงสว่างในพื้นที่, ปริมาณน้ำ, ความเร็ว-แรงของสายน้ำตก แต่มีคำแนะนำว่าควรจะเริ่มที่ 1 วินาทีเป็นอย่างน้อย หากกระแสน้ำไม่มีความเร็วมากนักก็อาจจะยืดระยะเวลาของสปีดชัตเตอร์ให้นานกว่าเดิม หรือในกรณีที่สายน้ำมีความเร็วมากก็อาจจะใช้สปีดชัตเตอร์ที่เร็วมากขึ้นก็ได้
2. ค่ารูรับแสง
มักจะใช้รูรับแสงแคบที่สุด (ตัวเลข f มาก) เพื่อให้แสงเข้ามาน้อย ส่งผลให้ต้องใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ ข้อดีของการนี้ก็คือจะส่งผลให้ภาพเกิดความชัดลึกสูง หรือมีระยะความคมชัดครอบคลุมทั่วทั้งภาพด้วย
3. ค่า ISO
เช่นกัน เรามักจะใช้ค่า ISO หรือความไวแสงหรือ ต่ำที่สุดเพื่อบังคับให้กล้องสามารถใช้งานสปีดชัตเตอร์ต่ำๆ ได้ และยังมีข้อดีคือคุณภาพของภาพดีที่สุด มี Noise ต่ำที่สุดด้วย
คำแนะนำสำหรับการถ่ายภาพสายน้ำตก • ในส่วนของสายน้ำโดยเฉพาะจุดที่เกิดการแตกตัวของกระแสน้ำจะเป็นส่วนที่มีความสว่างมากจนอาจเกิดลักษณะ Over หรือแสงเกินได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ แต่ก็ไม่ควรจะต่ำเกินความจำเป็น ภาพสายน้ำตกที่พริ้วไหวแต่สว่างเกินไปจนขาดรายละเอียดไม่ใช่ภาพที่ดีนัก หากในภาพที่ถ่ายเกิดอาการแบบนี้อาจจะลองเพิ่มความเร็วของสปีดชัตเตอร์ขึ้นเล็กน้อย
• ควรเดินสำรวจบริเวณรอบๆ ตัวน้ำตกเสียก่อนที่จะตั้งกล้อง เพื่อเลือกมุมของภาพที่สายน้ำตกดูสวยที่สุด หรือเพื่อหลีกเลี่ยงแสงสว่างส่วนเกินที่ลอดใบไม้ลงมา อันอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำได้
• ถ้าใช้ฟิลเตอร์สวมทับหนัาเลนส์หลายชั้น อาจทำให้เกิดเงาดำบริเวณมุมหรือขอบภาพ (Vignette) ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับการ Crop ภาพทิ้งเอาไว้ด้วย
• หากต้องการภาพสายน้ำตกที่ดูทรงพลัง อาจจะเลือกมุมภาพที่สายน้ำมีลักษณะคล้ายจะพุ่งออกมาหาคนดูหรือไม่ก็อาจะเป็นมุมต่ำใกล้กับระดับน้ำ ดังนั้นกล้องที่มีระบบ Live View และสามารถปรับจอให้ดูภาพจากมุมบนได้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้การควบคุมกล้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ข้อควรสังเกตุคือมุมภาพแบบนี้คุณอาจจะต้องลงไปแช่อยู่ในน้ำ ขาตั้งกล้องดีๆ และตำแหน่งการวางกล้องที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
• การรู้ทิศทางของตัวน้ำตกจะช่วยให้คุณเลือกเวลาการบันทึกภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น หากตัวน้ำตกหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ช่วงเวลาที่ดีคือช่วงเช้า แต่ในช่วงสายแสงอาทิตย์จะแรงมากขึ้น ทำให้คุณไม่สามารถใช้สปีดชัตเตอร์ได้ต่ำมากนักและอาจเกินอาการ Over ได้ง่ายดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง หรือถ้าตัวน้ำตกหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เวลาที่เหมาะสมก็อาจจะเป็นตั้งแต่สี่-ห้าโมงเย็น แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูสภาพแวดล้อมด้วย เช่นหากอยู่ในหุบเขาหรือในป่าครึ้มก็อาจจะต้องพิจารณาให้แตกต่างออกไป
• ฉากหน้าที่ดี ก็จะส่งผลให้ภาพดูดีขึ้นด้วย ใบไม้หลากสีสันหรือกลุ่มของมอส, เฟิร์นก็อาจะช่วยให้ภาพของเราดูแตกต่างออกไปได้เช่นกัน เราอาจจะเก็บใบไม้มาโปรยตรงบริเวณฉากหน้า หรือเลือกมุมภาพโดยคำนึงถึงฉากหน้าอย่างรอบคอบด้วย
• เนื่องจากใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ หากคุณต้องการบันทึกภาพคนลงไปในภาพ ก็เพียงบอกให้ตัวแบบของคุณอยู่นิ่งๆ ตลอดเวลาที่กล้องทำการบันทึกภาพ
การถ่ายภาพสายน้ำตกไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว ยกเว้นคอนเซปต์การใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ วิธีการต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำได้คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาและหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้บรรลุผล การเปิดรับแสงที่ถูกต้อง ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไปและการจัดวางองค์ประกอบภาพที่ดี จะทำให้ภาพของคุณโดดเด่นและดึงดูดสายตาของผู้ชมจนกระทั่งได้รับคำชมอย่างแน่นอน
เชื่อเถอะว่า...คุณก็ทำได้